นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ มติชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 77 ปี แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน
2026-10-08 10:44
1.ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 51 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย ท่านมองสถานะและทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในปัจจุบันอย่างไร?
จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี ญาติที่ดี และเป็นหุ้นส่วนที่ดีต่อกัน พัฒนาการความสัมพันธ์จีน-ไทยในปัจจุบันสามารถอธิบายได้โดยใช้ “หนึ่ง” 3 ประการ ดังนี้
หนึ่งความคาดหวังต่อความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ให้การต้อนรับและพบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติ ก็ได้พบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลตามลำดับ รัฐบาลของทั้งสองประเทศได้ออก "แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อความเจริญรุ่งเรือง" และมีการลงนามในเอกสารความร่วมมือหลายฉบับ ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะดำเนินการตามฉันทามติสำคัญที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกัน และดำเนินความร่วมมืออย่างจริงใจ การสนับสนุนซึ่งกันและกัน และสร้างประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสองประเทศมุ่งหวังที่จะทำให้การพัฒนาของแต่ละประเทศมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นเพื่อเกิดผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้สำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ
หนึ่งความผูกพันทางสายเลือด ภาพยนตร์เรื่อง *จดหมายรักถึงอาม่า * เป็นผลงานที่ถ่ายทอดสายใยความผูกพันในครอบครัวได้อย่างซาบซึ้งกินใจ และได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งคนไทยเชื้อสายจีนและคนไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักความผูกพันในครอบครัว ความผูกพันกับสำเนียงภาษาและถิ่นกำเนิด และสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พร้อมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงรากฐานอันลึกซึ้งของความรู้สึกที่ว่า "จีน ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" ได้อย่างดี ซึ่งสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่ผู้คนท่ามกลางความคืบหน้าในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน เรามุ่งหวังที่จะแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตและความรู้สึกที่แท้จริง พยายามทำความเข้าใจวัฒนธรรมของกันและกัน ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป
หนึ่งความมุ่งมั่นที่จะธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค จีนมองไทยในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้เสมอมาในการรักษาความมั่งคั่งและเสถียรภาพของภูมิภาค จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากกลไกการหารือเชิงยุทธศาสตร์ระดับ "2+2" ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังมุ่งมั่นที่จะปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง เช่น การพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตลอดจนร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือระดับสูงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างมั่นคง ความร่วมมือที่ลึกซึ้ง และความสอดคล้องทางยุทธศาสตร์
2. มีโอกาสใหม่ๆ อะไรบ้างสำหรับความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายในด้านเศรษฐกิจและการค้า?
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่มั่นคงและมีความเกื้อหนุนกันอย่างมาก โดยโอกาสใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือมีอยู่หลักๆ ใน 2 ด้าน ดังนี้
ตลาดขนาดใหญ่ของจีนยังคงสร้างโอกาสใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยติดต่อกันมาเป็นเวลา 13 ปี และเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของไทย เฉพาะในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกทุเรียนไปยังจีนมากกว่า 1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านบาท ปัจจุบันจีนกำลังดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการ "Export to China" (การส่งออกสินค้าสู่จีน) อย่างแข็งขัน ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายหลักของโครงการในปีนี้ ทั้งสองฝ่ายได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและงานแสดงสินค้าไทยในทั้งสองประเทศมาแล้วหลายครั้ง ในระยะต่อไป ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพในสาขาต่างๆ เช่น สินค้าเกษตร อาหาร การท่องเที่ยว และบริการดิจิทัล เพื่อผลักดันให้สินค้าและบริการคุณภาพสูงของไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้มากยิ่งขึ้น
การลงทุนจากจีนในประเทศไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมไปถึงภาคธุรกิจใหม่ๆ อาทิ ยานยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจดิจิทัล ในปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทยได้อนุมัติโครงการของบริษัทจีน 5 แห่งในกลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robotics) ด้วยมูลค่าการลงทุนเริ่มต้นกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงกว่า 1,000 ตำแหน่ง และกระตุ้นให้เกิดการจัดซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 4.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนจากจีนและมุ่งมั่นปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทางด้านวิสาหกิจจีนต่างยังคงมีความเชื่อมั่นในโอกาสทางธุรกิจเหล่านี้ และมุ่งมั่นที่จะดำเนินงานในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สร้างความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานกับบริษัทไทยให้มากขึ้น ตลอดจนร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไปสู่การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นดิจิทัล เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในระดับท้องถิ่น
3. ท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับโลก จีนและไทยควรเสริมสร้างความร่วมมือในด้านเหล่านี้อย่างไร?
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในระหว่างการเข้าร่วมงานประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (World Artificial Intelligence Conference) ที่นครเซี่ยงไฮ้ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลได้เสนอแนวคิดว่า ปัญญาประดิษฐ์ควรมีบทบาทในการคุ้มครองสาธารณชนให้ดียิ่งขึ้น ปลดล็อกศักยภาพด้านการพัฒนา และส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน จุดยืนดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการคว้าโอกาสจากการพัฒนา AI และสร้างความมั่นใจว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องอย่างยิ่งกับปรัชญาการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของจีน ที่มุ่งเน้นความก้าวหน้าและประโยชน์สุขส่วนรวม
จีนและไทยมีโอกาสมหาศาลในการร่วมมือด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต จีนเคารพสิทธิของทุกประเทศในการเลือกแนวทางการพัฒนาด้านดิจิทัลด้วยตนเอง อีกทั้งยังสนับสนุนความร่วมมือที่เปิดกว้างและการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัย ครอบคลุม และยั่งยืน ในอนาคต ทั้งสองฝ่ายสามารถกระชับการประสานงานทางอุตสาหกรรม ร่วมกันแสวงหารูปแบบใหม่ที่ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนยกระดับความร่วมมือในการฝึกอบรมบุคลากรทางเทคนิคสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต จีนพร้อมสนับสนุนไทยอย่างต่อเนื่องในการสร้างฐานการผลิตระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยินดีต้อนรับหน่วยงานรวมถึงภาคธุรกิจของไทยในการกระชับความร่วมมือกับฝ่ายจีนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อสร้างรูปแบบความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ต่อกันและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของไทย อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมและสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย
4. ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการนำการแพทย์แผนจีนมาประยุกต์ใช้และแพร่หลายมากที่สุด โดยโรงพยาบาลจำนวนมากในไทยได้จัดตั้งศูนย์การแพทย์แผนจีนขึ้น ทั้งสองฝ่ายควรจะกระชับความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคตได้อย่างไร?
การแพทย์แผนจีนเปรียบเสมือนสายใยอันเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยเชื่อมโยงและผสานอารยธรรมจีนเข้ากับส่วนอื่นๆ ของโลกมาอย่างยาวนาน ในปีที่ครบรอบ 25 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย รัฐบาลไทยได้ให้การรับรองการแพทย์แผนจีนมีสถานะถูกต้องทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศแรกนอกจีนที่มีการรับรองศาสตร์แขนงนี้ให้มีสถานะทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ กฎหมายที่กำกับดูแลการดำเนินงานของคลินิกการแพทย์แผนจีนในประเทศไทยได้เริ่มมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 2015 การนำการแพทย์แผนจีนเข้ามาใช้ในประเทศไทยไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความหลากหลายและศักยภาพให้กับระบบสาธารณสุขในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพและสุขภาวะของประชาชนอีกด้วย
จีนและไทยกำลังร่วมมือกันผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนจีนเพื่อยกระดับสถานะและส่งเสริมให้มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยในไทย 10 แห่งที่เปิดสอนหลักสูตรการแพทย์แผนจีน และมีคลินิกการแพทย์แผนจีนเกือบ 800 แห่ง อีกทั้งสถานพยาบาลของรัฐราวร้อยละ 30 ยังมีการให้บริการด้านการแพทย์แผนจีน และมีการบรรจุการฝังเข็มเข้าไว้ในระบบประกันสุขภาพของไทยอีกด้วย นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรจีนกว่า 1,000 รายการยังได้รับการอนุมัติให้จำหน่ายในตลาดไทย และจีนยังได้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การแพทย์แผนจีนในต่างประเทศขึ้น 2 แห่งในไทย ความก้าวหน้าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและความเชื่อมั่นที่รัฐบาลและประชาชนชาวไทยมีต่อการแพทย์แผนจีนได้อย่างชัดเจน
ทั้งสองฝ่ายสามารถกระชับความร่วมมือด้านการแพทย์แผนจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการบริการสุขภาพ การศึกษา การวิจัย และการพัฒนาบุคลากร ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และสถาบันวิจัยของทั้งสองฝ่าย ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมอันทรงคุณค่า การแพทย์แผนจีนยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ทั้งสองฝ่ายสามารถจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเพื่อถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมของการแพทย์แผนจีน และส่งเสริมความเข้าใจอันดีรวมถึงความผูกพันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศผ่านทางศาสตร์การแพทย์แผนจีนนี้
5. ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาษาจีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประชาชนชาวไทย จีนและไทยจะสามารถดำเนินความร่วมมือด้านใดเพิ่มเติมได้อีกบ้างในส่วนของการแลกเปลี่ยนทางภาษาและวัฒนธรรม?
จีนและไทยมีประวัติศาสตร์การหลอมรวมทางวัฒนธรรมที่ยาวนาน การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางภาษาและวัฒนธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอารยธรรมของทั้งสองประเทศ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จีนมีความยินดีที่ได้เห็นประชาชนให้ความสนใจและให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ เช่น "Chinese Bridge" (สะพานสู่ภาษาจีน) และสนับสนุนให้เยาวชนของทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนการเยือน การศึกษาดูงาน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมร่วมกัน กิจกรรมเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและมิตรภาพ ซึ่งเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับมิตรภาพอันยั่งยืนระหว่างจีนและไทยในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จีนมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของครูสอนภาษาจีนของไทยผ่านการจัดอบรมพัฒนาวิชาชีพ การวิจัยด้านการสอนออนไลน์ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครู โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรครูสอนภาษาจีนที่มีคุณภาพสูงและมีความเข้าใจบริบทของไทยให้มีจำนวนมากขึ้น ในอนาคต การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนภาษาจีน จะกลายเป็นจุดเด่นใหม่ของความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างสองประเทศ จีนจะยังคงส่งเสริมการแบ่งปันทรัพยากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพสูง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนการสอนภาษาจีนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จีนยังมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับไทยในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในรูปแบบ "ภาษาจีนบวกทักษะวิชาชีพ" โดยการเชื่อมโยงการเรียนภาษาจีนเข้ากับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและความต้องการด้านการจ้างงานของไทย ผ่านการบูรณาการทักษะเฉพาะทางในสาขาต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว พาณิชยกรรม และระบบเครื่องกลไฟฟ้า เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความสามารถรอบด้านและเชี่ยวชาญทั้งในด้านภาษาจีนและทักษะทางเทคนิคเฉพาะทาง แนวทางนี้จะช่วยให้การเรียนภาษาจีนสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การสร้างบุคลากรคุณภาพจำนวนมากเพื่อรองรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและไทย
